Author: admin

  • When Should You Have Your Child's Development Assessed?

    One of the most common questions parents ask is:
    “Do we need to wait until there is a clear problem before seeing a professional?”

    The answer is:
    You do not need to wait until there is a major problem.

    🌸 Assessment does not mean your child has a problem.

    A developmental assessment
    is like checking how your child is developing at that particular stage.

    Sometimes we may find that:

    • Your child is already developing well.
    • Or perhaps only small adjustments in the environment are needed.
    • Or you may gain helpful ideas for activities that better suit your child.

    🌸 Parents do not need to have all the answers beforehand.

    If you feel that

    • your child gets tired easily,
    • has difficulty adjusting,
    • or you are not sure how to best support your child,

    that alone is already a good enough reason
    to reach out to Kiddy Craft for guidance in a relaxed and supportive way.

    Because supporting a child’s development
    is not about deciding what is right or wrong.
    Rather, it is about learning together at a pace that fits each family’s journey. 🤍

  • เมื่อเด็กอารมณ์รุนแรง ไม่ได้แปลว่าเขาดื้อเสมอไป

    เวลาลูกโกรธ ร้องไห้ หรือแสดงอารมณ์รุนแรง
    หลายครอบครัวอาจรู้สึกเหนื่อยและตั้งคำถามกับตัวเองว่า
    “เราทำอะไรผิดหรือเปล่า”

    ในความเป็นจริง เด็กจำนวนมาก
    แค่ยัง ไม่รู้วิธีจัดการอารมณ์ของตัวเอง
    และกำลังขอความช่วยเหลือผ่านพฤติกรรมที่เขามี

    🌱 อารมณ์ คือภาษาของเด็ก

    สำหรับเด็กเล็ก
    อารมณ์คือวิธีสื่อสารที่ง่ายที่สุด

    เด็กบางคนอาจยังบอกไม่ได้ว่า
    เขาเหนื่อย กลัว สับสน หรือรับสิ่งเร้ามากเกินไป
    สิ่งที่เราเห็นจึงออกมาเป็นการร้อง โวยวาย หรือปฏิเสธ

    🌱 สิ่งที่ผู้ใหญ่ช่วยได้ ไม่ใช่การหยุดอารมณ์

    สิ่งสำคัญไม่ใช่การทำให้เด็ก “หยุดร้อง”
    แต่คือการช่วยให้เขา รู้สึกปลอดภัยพอที่จะค่อยๆ สงบลง

    ลองเริ่มจาก

    • พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ช้า
    • บอกความรู้สึกแทนลูก เช่น “ดูเหมือนหนูจะไม่สบายใจนะ”
    • อยู่ใกล้ๆ โดยไม่รีบสั่งหรือแก้ปัญหา

    การได้รับการเข้าใจซ้ำๆ
    จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การจัดการอารมณ์ของตัวเองในระยะยาว

    ปรึกษา Kiddy Craft เพื่อร่วมทำความเข้าใจและหาแนวทางที่เหมาะสมที่สามารถนำไปต่อยอดการฝึกได้จริงได้เลยนะคะ

  • กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยให้ลูกโฟกัสได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องบังคับ

    หลายครอบครัวอาจเคยรู้สึกว่า
    “ลูกเราไม่ค่อยอยู่นิ่งเลย ทำอะไรแป๊บเดียวแล้วก็เปลี่ยน”

    แต่ในมุมของกิจกรรมบำบัด เด็กหลายคนไม่ได้ “ไม่ตั้งใจ”
    เพียงแค่ร่างกายและระบบประสาทของเขายังต้องการ รูปแบบการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม เพื่อช่วยจัดระเบียบตัวเอง

    🌿 โฟกัส ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการนั่งโต๊ะ

    การฝึกสมาธิ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการนั่งนิ่ง ๆ เสมอไป
    เด็กบางคนจะโฟกัสได้ดีขึ้น หลังจากได้ขยับร่างกายก่อน

    ตัวอย่างกิจกรรมที่ลองทำได้ที่บ้าน เช่น

    • ให้ลูกช่วยยกของเบาๆ เช่น ตะกร้าผ้า หนังสือ
    • เล่นเกมผลักกำแพง / ดันหมอน
    • เดินทรงตัวตามเส้นบนพื้น

    กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายรับรู้แรงและตำแหน่ง
    ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการโฟกัส

    🌿 ปรับให้เข้ากับชีวิตจริงของแต่ละครอบครัว

    ไม่จำเป็นต้องจัดตารางฝึกที่เป๊ะหรือใช้เวลานาน
    แค่ แทรกกิจกรรมสั้น ๆ ระหว่างวัน ก็เพียงพอแล้ว

    สิ่งสำคัญไม่ใช่ทำได้ครบทุกวัน
    แต่คือการสังเกตว่า ลูกดูสงบขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้นไหม

    หากคุณอยากรู้ว่ากิจกรรมแบบไหนเหมาะกับลูกของคุณจริง ๆ
    นักกิจกรรมบำบัดสามารถช่วยประเมินและแนะนำได้อย่างเฉพาะเจาะจงค่ะ 🤍

  • ลูกอยู่ไม่นิ่ง เป็นเพราะสมาธิสั้น หรือแค่ต้องการการส่งเสริมที่เหมาะกับช่วงวัย?

    ลูกนั่งนิ่งๆ ไม่ได้นาน ไม่โฟกัส เปลี่ยนกิจกรรมบ่อย — หลายครอบครัวอาจเริ่มกังวลว่า “ลูกเป็นสมาธิสั้นหรือเปล่า?”

    แต่ในมุมของกิจกรรมบำบัด พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นเพียงสัญญาณว่า ระบบประสาทของเด็กกำลังมองหาการส่งเสริมและการกระตุ้นที่เหมาะสม มากกว่าปัญหาที่ต้องรีบติดป้ายวินิจฉัย

    พฤติกรรม “ไม่อยู่นิ่ง” บอกอะไรเราได้บ้าง

    เด็กบางคนขยับตัวตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะดื้อหรือไม่ตั้งใจ
    แต่เพราะร่างกายของเขากำลังพยายาม “จัดระเบียบตัวเอง” ผ่านการเคลื่อนไหว

    ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น

    • ลุกจากเก้าอี้บ่อย
    • ชอบปีน กระโดด หรือหมุนตัว
    • จับของ เคาะโต๊ะ หรือขยับมือขณะฟังผู้ใหญ่พูด

    สิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ Sensory Processing หรือการประมวลผลประสาทสัมผัสของเด็ก

    กิจกรรมบำบัดช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างไร

    นักกิจกรรมบำบัดจะเริ่มจากการทำความเข้าใจ “ตัวเด็ก” ก่อน
    ไม่ใช่แค่ดูพฤติกรรมภายนอก แต่รวมถึง

    • วิธีที่เด็กใช้ร่างกาย
    • การตอบสนองต่อเสียง แสง การสัมผัส
    • ความสามารถในการควบคุมตนเองในชีวิตประจำวัน

    จากนั้นจึงออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้เด็ก

    • รับการกระตุ้นที่เหมาะสม
    • เพิ่มสมาธิอย่างเป็นธรรมชาติ
    • ใช้ร่างกายได้คล่องและมั่นใจมากขึ้น

    แล้วผู้ปกครองควรเริ่มตรงไหน

    หากคุณรู้สึกว่าลูก “ดูแตกต่าง” หรือมีพฤติกรรมที่เริ่มกระทบชีวิตประจำวัน
    การพูดคุยกับนักกิจกรรมบำบัดตั้งแต่เนิ่นๆ
    จะช่วยให้คุณเข้าใจลูกมากขึ้น และเลือกแนวทางที่เหมาะสมโดยไม่ต้องคาดเดาเอง

    เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเปลี่ยนตัวตนของเด็ก
    แต่คือการช่วยให้เขาใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้ง่ายขึ้น